“เป๊ป” สารภาพ เริ่มคิดเรื่องวางมือแล้ว

เป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือเลือดกระทิงของทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ออกมายอมรับ เริ่มคิดเรื่องที่จะยุติอาชีพผู้จัดการทีมแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวันที่ 2 ม.ค. ว่า เป๊ป กวาร์ดิโอลา ผู้จัดการทีม “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งสึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยอมรับ เริ่มคิดเรื่องที่จะยุติอาชีพผู้จัดการทีมแล้ว เพราะจะให้คุมทีมข้างสนามไปจนถึงอายุ 65 คงไม่เอาแน่

เป๊ป วัย 45 ปี มีสัญญาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งล่าสุด เป๊ป ก็ยอมรับว่าตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเริ่มคิดเรื่องที่จะอำลาอาชีพกุนซือแล้ว

“ผมจะอยู่ที่ แมนเชสเตอร์ ไปอีก 3 ฤดูกาล บางทีอาจจะมากกว่านั้น แต่ผมกำลังจะมาถึงช่วงท้ายของอาชีพโค้ชแล้ว ผมมั่นใจในเรื่องนี้ ผมคงไม่อยู่ที่ซุ้มม้านั่งจนผมอายุถึง 60 หรือ 65 ปีหรอก ผมรู้สึกว่าตอนนี้กระบวนการที่จะอำลาอาชีพโค้ชของผมได้เริ่มต้นแล้ว” เป๊ป กล่าว

ทำไมสิงคโปร์ถึงเปิดบ่อนคาสิโนได้ ทั้งที่ประชาชนไม่ยอมรับ?

สิงคโปร์ถือเป็นบ้านแห่งที่ 2 ของผม ทั้งนี้ก็เพราะแม่ผมเป็นคนสิงคโปร์-มาเลเซีย เรามีญาติๆ อยู่ที่โน่นพอสมควร และช่วงอาทิตย์ก่อนผมก็ได้มีโอกาสไปเที่ยวที่สิงคโปร์เป็นเวลาถึง 4 วันเต็ม

การไปเที่ยวโดยมีคนท้องถิ่นที่เป็นญาติๆ พาชมประเทศ ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากมายที่ไม่เคยคิดถึงมาก่อน โดยเฉพาะเรื่องที่คาใจผมมานานคือการเปิดบ่อน “คาสิโน” ในประเทศที่คนเกลียดอบายมุขและยาเสพติดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เมืองไทยเราก็เคยมีการพูดถึงเรื่องนี้มาหลายครั้ง ก็น่าสนใจว่าแล้วที่สิงคโปร์เค้าแก้ปัญหากันอย่างไร รัฐบาลรับมือกับความไม่เห็นด้วยได้ยังไง

รีสอร์ทและคาสิโนที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้ กลายเป็นสัญลักษณ์ของประเทศควบคู่ไปกับสิงค์โตทะเล ( Merlion) ซึ่งจากการไปเดินรอบๆ ก็พบว่ามันใหญ่จริงๆ สวยงามและน่าหลงไหล

ผมได้นั่งคุยกับญาติๆ ซึ่งก็ถือว่าเป็น Trader ในบริษัทต้นๆ ของประเทศ และก็คุยกับครูท่านหนึ่งที่สอนเด็กๆ สิงคโปร์มานานจนตอนนี้ได้รีไทร์ตัวเองแล้ว ความเห็นของทั้งคู่น่าสนใจดี

เรื่องมันเกิดขึ้นช่วงปี 2004-2005 เมื่อรัฐบาลของสิงคโปร์ ที่ขึ้นชื่อว่าหูตาไวที่สุดประเทศหนึ่ง ได้ออกมาทำนายว่าวิกฤติเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปี 2008-2010 สิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่มีทรัพยากรอะไรเลย ถ้าคนตกงาน บริษัทต่างชาติหนีไปลงทุนที่อื่น รัฐบาลไม่สามารถหางานให้คนทำได้ จะบอกให้ไปทำนาก็ไม่มีที่ให้ทำ

รัฐบาลสมัยนั้นพยายามยื้อด้วยการเชื้อเชิญต่างชาติมาลงทุนให้มากขึ้น แต่จีนที่มาแรง ทำให้หนทางเริ่มมืดมน “ลีเซียนลุง” นายกรัฐมนตรีเลยตัดสินใจประกาศข่าวช็อคประเทศว่าสิงคโปร์กำลังจะมีบ่อน “คาสิโน” เกิดขึ้น !!
แน่นอนประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจ มีการดีเบตเรื่องนี้กันเยอะมาก ยิ่งประชาชนไม่พอใจ รัฐบาลก็ยิ่งพบศึกหนัก แม้จะพยายามอธิบายไปแล้วว่ามันจะช่วยให้ประเทศรอดตายได้

ช่วงนั้นสิงคโปร์เศรษฐกิจเริ่มดิ่งลงตามที่รัฐบาลคาด หลายบริษัทปิดตัวไปเปิดในประเทศค่าแรงถูกกว่า รัฐบาลแก้ปัญหาว่างงานไม่ได้ สุดท้ายรัฐบาลก็เปิดรับความเห็นของประชาชน ซึ่งมาจากหลายทาง และมีการนำไปพิจารณาจริง ความกังวลส่วนใหญ่คือไม่อยากให้ลูกหลานติดการพนัน ไม่อยากให้เห็น ให้เจอ ให้เล่น ข่าวร้ายเพิ่มมากขึ้นไปอีก เมื่อมีข่าวคนโดดตึกตายเพราะเล่นการพนันหมดตัว (จากบ่อนที่มาเลย์)

แนวทางแก้ของรัฐบาล

โชคดีที่อัตราการรู้หนังสือของสิงคโปร์คือ 100% แถมเรียนกันสูงมาก พูดจาด้วยเหตุผลก็เข้าใจ ไม่มีสีเสื้อ ไม่มีการเมือง รัฐบาลตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องสร้างคาสิโน 2 แห่ง คือที่เกาะ Sentosa และที่อ่าว Marina Bay ท่าไม้ตายที่รัฐบาลใช้คือออกกฏว่า คนสิงคโปร์ที่เข้าบ่อนจะต้องเสียค่าเข้า 100 SGD ต่อการเล่น 24 ชั่วโมง (3,000 บาท) และถ้าจะทำตั๋วปีต้องจ่าย 2,000 SGD (50,000 บาท)

  • ต้องอายุเกิน 21 ปี
  • คนที่ไม่ได้สัญชาติสิงคโปร์แต่ถ้าอาศัยในประเทศก็ต้องจ่าย
  • ห้ามไม่ให้มีการโฆษณาคาสิโนในทีวีหรือ Billboard ตามท้องถนน
  • เสริมการเรียนรู้ถึงพิษการติดพนันเข้าไปในบทเรียนสำหรับเด็กๆ
  • มีรายการสอนพ่อแม่ให้รู้จักสอนลูกให้ถูกทางด้วย
  • คาสิโนที่มาประมูลไป จะต้องแบ่งพื้นที่ให้รัฐบาล 10% เพื่อเอาไปทำอะไรก็ได้ที่เห็นสมควร
  • คาสิโนที่ประมูลได้จะมี License เปิดได้เพียง 30 ปี ถ้าหมดแล้วรัฐบาลเปลี่ยนใจอยากทุบทิ้ง ก็ไม่มีสิทธิ์งอแง

ผลของการสร้างคาสิโน

Marina Bay Sands (MBS) ได้รับการประมูล License ไปโดยกลุ่ม Las Vegas Sands และกลายเป็นคาสิโนที่มีมูลค่าในการก่อสร้างสูงที่สุดในโลกคือ 6 พันล้านสิงคโปร์ดอลล่าห์ (150,000 ล้านบาท) ระหว่างการก่อสร้าง ปรากฏว่าเกิดวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกาอย่างที่รัฐบาลคาดไว้จริงๆ ด้วย ทำให้การก่อสร้างล่าช้าไป แต่ก็ต้องเร่งทำให้เสร็จตามสัญญา

MBS สร้างงานให้กับประเทศกว่า 20,000 คน มีเพียงส่วนน้อยมากที่ทำงานในบ่อน นอกนั้นก็เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงแรม, ร้านค้า, ก่อสร้าง, ควบคุม ฯลฯ คาดว่า MBS จะทำเงินเข้าประเทศกว่า 2.5 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ในปี 2015 หรือคิดเป็น 0.8% ของ GDP คนในประเทศเข้าไปเล่นน้อยมาก เพราะจ่ายค่าเข้าแพง เข้าไปชิวๆ 3 วันก็ต้องจ่ายค่าผ่านทางหมื่นบาทแล้ว

ชาวสิงคโปร์ทุกคนที่ไปคุยด้วยไม่เคยเข้าคาสิโนเลย แต่จะไปใช้ความบันเทิงอื่นๆ ใน MBS แทน สิงคโปร์มีการลงทุนจากต่างชาติสูงมากๆ แต่กับวิกฤติในอเมริกาและยุโรป แทบจะไม่กระทบอะไรสิงคโปร์เลย
อัตราว่างงานในสิงคโปร์ตอนนี้อยู่ที่ 1% ซึ่งต่ำโคตรๆ คนในประเทศเริ่มเข้าใจสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำ เพราะสองอภิมหาโปรเจ็คนี้สร้างงาน และนำเงินเข้าประเทศได้มาก

รัฐบาลโปรโมทภาพลักษณ์ของ MBS ในรูปแบบรีสอร์ทพักผ่อน คาสิโนเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ที่ใช้เรียกนักท่องเที่ยว

ผมไม่คิดว่าเมืองไทยเราจะได้สร้างคาสิโน แต่ถึงอย่างไรก็ตามถ้ามีจริง การเอาตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้านที่นั่งเครื่องไม่ถึง 3 ชั่วโมงนี้ ก็น่าจะช่วยให้เห็นภาพอะไรมากขึ้น

คาสิโนเป็นสิ่งที่อันตรายสำหรับประเทศที่การศึกษาน้อย ประชาชนขาดระเบียบวินัย แต่ถ้ามีการจัดการที่จริงจัง ถ้าต้องการเงินจากต่างประเทศจริง มันก็มีวิธีที่ควบคุมได้ แถมคุมบ่อนอย่างเป็นทางการ ยังคุมง่ายกว่าบ่อนเถื่อนเสียอีก

“มูรินโญ” เชื่อ “เมสซี” อยู่บารซ่าจนแขวนสตั๊ด

โชเซ มูรินโญ ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หวังว่า ลิโอเนล เมสซี จะอยู่ค้าแข้งกับ บาร์เซโลนา ไปจนแขวนสตั๊ด เพราะเชื่อว่านี่คือสโมสรที่เหมาะกับสตาร์ฟ้าขาวที่สุดแล้ว

ดาวเตะอาร์เจนไตน์เหลือสัญญาในถิ่น คัมป์ นู ถึงปี 2018 และมีข่าวว่ากำลังได้รับความสนใจจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมถึงปีศาจแดงเองก็เคยมีข่าวพัวพันด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามกุนซือชาวโปรตุเกสไม่เชื่อว่าดีลนี้จะเกิดขึ้น เพราะเมสซีเกิดมาเพื่อเป็นนักเตะของทีมอาซูลกรานาเท่านั้น

“มันเป็นเรื่องเดิมๆเกี่ยวกับ เมสซี ในทุกฤดูกาล ข่าวบอกตลอดว่าเขากำลังจะย้ายทีมแต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้น” มูรินโญ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

“เอาจริงๆผมหวังว่าเขาจะไม่ย้ายจาก บาร์เซโลนา เขาเป็นของบาร์เซโลนา และบาร์เซโลนาก็เป็นของเขา มันเป็นสิ่งที่ดูเป็นธรรมชาติและสวยงามที่เห็นเขาอยู่ที่นั่นและจบอาชีพนักฟุตบอลที่นั่น”

“ผมคิดว่าเขาจะอยู่กับ บาร์เซโลนาต่อไป แต่นี่ก็เป็นแค่ความคิดของผม สำหรับ แมนฯยูไนเต็ด ผมมั่นใจเลยว่าเขาจะไม่ย้ายมาแน่ๆ”

 

ที่มา : Goal.com

เรื่องกล้วยสุก กล้วยดิบ…ช่วยปากท้อง

กล้วย เป็นผลไม้ที่มีสารอาหารครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรต เกลือแร่ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก วิตามินก็มีครบ ทั้งวิตามินเอ บี อี ซี และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ป้องกันมะเร็ง คลายเครียด

กล้วย เป็นผลไม้ที่มีโปรตีน จึงเป็นอาหารสุขภาพสำหรับเด็กและคนทุกเพศทุกวัย สำหรับคนที่มีกลิ่นปาก เพียงแต่กินกล้วยสุกหลังตื่นนอนแล้วจึงค่อยแปรงฟัน ทำอย่างนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ กลิ่นปากก็จะหายไป

รักษาโรคกระเพาะ กล้วยเป็นผลไม้ที่เกิดมาเพื่อดูแลท้องไส้โดยเฉพาะ ไม่ว่าท้องเสีย ท้องผูก เป็นโรคกระเพาะ นอกจากนี้หยวกกล้วย และปลีกล้วย เป็นอาหารที่มีเส้นใย ทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บกวาดขยะของแข็งที่ตกค้างในลำไส้ได้เป็นอย่างดี ในวัฒนธรรมไทยจึงมีตำรับอาหารหลากหลายจากกล้วย ทั้งอาหารหวานคาว และของว่าง หมอยาไทยใหญ่เชื่อว่าการกินกล้วยน้ำว้าจะทำให้ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ และให้ความฉ่ำเย็นกับที่อยู่อาศัย ดังนั้น ในการสร้างบ้าน หรือการแยกครอบครัวใหม่ จะต้องมีต้นกล้วยเป็นพืชมงคลที่นำไปปลูกไว้เสมอ การที่กล้วยเป็นยาเย็น หมอยาไทยใหญ่ หมอยาไทยเลย จึงบอกว่าเมื่อรู้สึกแสบร้อนในกระเพาะอาหาร ซึ่งถือว่าเป็นการกำเริบของธาตุไฟ ให้กินกล้วยจะช่วยได้

ทั้งในแบบของการตากแห้งตำผงกินกับน้ำร้อน หรือคลุกกินกับน้ำผึ้ง หรือกินกล้วยสุกธรรมดาก็ได้ มีการวิจัยโดยใช้กล้วยรักษาโรคกระเพาะพบว่า ได้ผลน่าพอใจ เนื่องจากกล้วยไปกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกมากขึ้น เยื่อเมือกนี้จะปิดแผลทำให้แผลหายเร็ว ผู้ที่มีปัญหาแผลในกระเพาะจะมีอาการดีขึ้น กระเพาะแข็งแรงขึ้นโอกาสเป็นแผลก็น้อยลง แต่ไม่ไปลดกรดอันจะไปทำลายกลไกธรรมชาติของร่างกาย จนทำให้เกิดความแปรปรวนของธาตุในร่างกาย ดังนั้น กล้วย จึงเป็นทั้งยารักษาและป้องกันโรคกระเพาะในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ กล้วย ยังช่วยคลายเครียดจากการที่กรดอะมิโนทริปโทเฟนที่มีอยู่ในกล้วยเปลี่ยนเป็นซีโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้เกิดอาการผ่อนคลาย อารมณ์ผ่องใส และรู้สึกมีความสุข เรารู้กันดีว่าความเครียดเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ กล้วยจึงช่วยรักษาโรคกระเพาะอย่างเป็นองค์รวมเลยทีเดียว

ตำรับยาแก้โรคกระเพาะ ให้นำกล้วยดิบมาฝานเป็นแว่นบางๆ อบให้แห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส หรือตากแดดอ่อนๆ จนกว่าจะแห้ง ห้ามใช้ความร้อนสูงกว่านี้เด็ดขาด เพราะสารที่มีฤทธิ์รักษาโรคกระเพาะในกล้วยจะสูญเสียหรือหมดฤทธิ์ไป จากนั้นนำมาบดเป็นผง รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชา ก่อนอาหารวันละ 3 เวลา หรือจะผสมกับน้ำผึ้งด้วยก็ได้

กล้วยดิบ แก้ท้องเสีย กล้วยดิบ มีสารฝาดสมานที่เรียกว่า แทนนิน ซึ่งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าไปทำลายผนังกระเพาะลำไส้ แก้ท้องเสีย กล้วยที่เพิ่งเริ่มสุกเปลือกยังมีสีเขียวอยู่ประปรายนั้น เป็นทั้งยาและอาหารที่ดีมากสำหรับคนท้องเสีย นอกจากแก้ท้องเสียแล้ว ยังช่วยหล่อลื่นลำไส้ เพิ่มกากเวลาถ่าย และมีธาตุโพแทสเซียมสูงมาก ดังนั้น การใช้กล้วยแก้ท้องเสียเท่ากับให้ธาตุโพแทสเซียมชดเชยกับที่สูญเสียไปเวลามีอาการท้องร่วง ถ้าร่างกายสูญเสียโพแทสเซียมไปมากๆ จะทำให้การเต้นของหัวใจผิดปกติ ในคนชราอาจทำให้หัวใจวาย และเสียชีวิตได้ กล้วยสุก แก้ท้องผูก กล้วยสุกงอม มีฤทธิ์ช่วยระบาย เนื่องจากมีเพคตินอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยเพิ่มกากให้กับลำไส้ เมื่อผนังลำไส้ถูกดันก็จะทำให้รู้สึกอยากขับถ่าย นอกจากนี้ กล้วยยังมีเส้นใยอาหาร ชนิดหนึ่งที่ร่างกายไม่ย่อย เรียกว่า อินูลิน ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะกับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้ หรือโปรไบโอติกส์ ซึ่งทำหน้าที่ปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ และเนื่องจากกล้วยน้ำว้าสุกมีฤทธิ์ระบายไม่แรงมาก จึงต้องรับประทานเป็นประจำวันละ 5-6 ลูก ติดต่อกันอย่างน้อย 7 วัน จึงจะเห็นผล โดยสังเกตได้ว่าอุจจาระจะเป็นสีเหลือง ไม่มีกลิ่นเหม็น เนื่องจากการทำงานของโปรไบโอติกส์นั่นเอง อีกทั้งกล้วยยังช่วยหล่อลื่นในการขับถ่าย จึงไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก และรู้สึกว่าถ่ายออกหมดไม่เหลือกากตกค้าง

หยวกกล้วย ช่วยขจัดของเสียในลำไส้ หยวกกล้วยอ่อน คือ แกนในต้นก้วยอ่อน เป็นผักพื้นบ้านที่พบได้ทั่วไปในภาคเหนือ ภาคอีสานเหนือและใต้ คนโบราณบอกว่า ต้องกินแกงหยวกกล้วยอย่างน้อยปีละหน เพื่อไปพันเอาสิ่งตกค้าง เช่นกระดูก เส้นผม รวมทั้งคุณไสยที่ตกค้างอยู่ในท้องออกมา จากความเชื่อนี้มีเหตุผลทีเดียว คือ เพราะหยวกกล้วยประกอบด้วยเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำเป็นส่วนใหญ่ เส้นใยเหล่านั้นจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรก สารพิษตามลำไส้ สิ่งที่ไม่สามารถย่อยได้ และยังช่วยกระตุ้นลำไส้ให้บีบตัวดันของเสียนั้นออกมา ซึ่งหมายถึงการลดโอกาสที่สารพิษเหล่านั้นจะไปก่อให้เกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารนั่นเอง

  • การกินกล้วยสุกควรเคี้ยวให้ละเอียด เพราะเนื้อกล้วยมีแป้งอยู่ถึง 20 -25 % มิเช่นนั้นจะท้องอืดได้
  • เด็กเล็กควรเริ่มให้กินกล้วยสุกเมื่อเด็กเริ่มกินข้าวบดได้ คือ อายุราว 3 เดือน โดยขูดเนื้อกล้วยสุก (ไม่เอาไส้กล้วยเพราะจะทำให้เด็กท้องผูก) ให้กินครั้งละน้อยๆ ไม่เกินครึ่งช้อนชา วันละครั้ง เพราะเด็กยังมีน้ำย่อยแป้งไม่พอ อาจเกิดอาการท้องอืดได้ เด็กอายุครบขวบกินกล้วยครั้งละ 1 ลูก วันละครั้ง
  • ตุ่มคันจากยุงกัด มดกัด หรือผื่นคันเนื่องจากลมพิษ ใช้เปลือกกล้วยน้ำว้าสุกด้านในทาถูบริเวณนั้นประมาณครึ่งนาที
  • ผู้หญิงคลอดลูกใหม่ๆ ในสมัยก่อนจะเอาปลีกล้วยมาต้มให้กิน ช่วยทำให้มีน้ำนม
  • ยางกล้วยช่วยห้ามเลือดและฆ่าเชื้อ ทำให้ไม่เกิดแผลเป็น
  • กาบกล้วย สามารถนำมาทำเป็นเชือกกล้วยได้ โดยนำต้นกล้วยมาขูดเป็นเส้นๆ ตากแดด ให้แห้ง หากต้องการใช้เป็นเส้นใหญ่ๆที่มีความคงทน ให้นำมาถักต่อกัน ม้วนเก็บไว้ใช้งาน

ข้อมูลจาก หนังสือบันทึกของแผ่นดินเล่มที่ 6 สมุนไพรท้องไส้ในวิถีอาเซียน โดย เภสัชกรหญิง ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร โทร 037-211-289